| หัวเรื่อง | ไทยส่งออกยางพาราปีละกว่า 6.7 แสนล. เป็นอันดับ 1 ของโลก |
| รายละเอียด |
เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2555 นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศ.) เปิดเผยในการสัมมนาเรื่องศูนย์การเรียนรู้ชุมชนลูกพระดาบส (ยางพาราครบวงจร) ที่โรงแรมศิรินาถการ์ดเด้นท์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกปีละกว่า 6.7 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกมาเป็นอันดับ 1 ของโลกด้วยตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา
สำหรับตัวเลขล่าสุดปี 2553 มีปริมาณผลผลิตยางพาราในประเทศ 3.2 ล้านตัน ส่งออกในรูปยางดิบ 2.8 ล้านตัน คิดเป็น 88% ของผลผลิตทั้งหมด สร้างรายได้กว่า 2.4 แสนล้านบาท ส่วนปริมาณที่เหลือใช้แปรรูปผลิตภัณฑ์ภายในประเทศคิดเป็น 14% ของผลผลิตทั้งหมดเพื่อส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางสูงถึง 2.03 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขดัง กล่าวทำให้รัฐบาลกำหนดนโยบายที่จะเพิ่มการใช้ยางในประเทศแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกให้ได้ถึง 20% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด
ทั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1 ล้านคน ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางพารา 16.74 ล้านไร่ กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศ เป็นพื้นที่กรีดยางได้แล้ว 11.37 ล้านไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 278 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นรองเพียงอินโดนีเซียเท่านั้นที่มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดในโลก ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลที่ให้ขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือ จึงทำให้มีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงเมื่อเทียบกับการปลูกพืชไร่อื่นๆ ทั้งข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด และถั่วเหลือง
ในส่วนของพื้นที่เชียงใหม่นั้นงานสัมมนาวันนี้ก็เพื่อชี้แจงการมีส่วนร่วมตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีเป้าหมายที่อ.พร้าว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอดีตมีความ สมบูรณ์อย่างมากเป็นพื้นที่ขุนน้ำสำคัญ 3 สาย คือ ขุนน้ำแจ๋ ขุนน้ำโป่ง และขุนน้ำแม่หลวง ที่เป็นต้นน้ำแม่งัด สาขาแม่ปิงตอนบน แต่ปัจจุบันพบว่าชนเผ่าที่อาศัยอยู่มีการบุกรุก แผ้วถางเพื่อทำไร่ หมุนเวียน ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของพื้นที่ป่า ซึ่งปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าสมบูรณ์เพียง 9% เท่านั้น จากทั้งหมด 8.7 แสนไร่
"หลังจากรับฟังความคิดเห็นในวันนี้แล้วก็จะนำเสนอร่างโครงการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนลูกพระดาบาส (ยางพาราครบวงจร) อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติงบ ประมาณในการดำเนินงาน เบื้องต้นปีแรกผมตั้งเป้าไว้ว่าจะสามารถปลูกยางพาราได้ 2 แสนไร่ ซึ่งก็ต้องขึ้นกับงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดสรรให้ แต่ในอนาคตจะขยายครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 8.7 แสนไร่ เพื่อทำให้ป่าไม้กลับมาสมบูรณ์เหมือนในอดีตภายใน 5 ปี" นายอุทัย กล่าว
ในส่วนของเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินและไม่เคยมีสวนยางมาก่อนนั้นจะใช้พรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำยางพารา พ.ศ.2503 มาตรา 21 ทวิ มาสนับสนุน โดยจะจัดสรรพื้นที่ป่าที่ถูก ทำลายให้ครอบครัวละไม่น้อยกว่า 2 ไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ให้ปลูกยางพาราด้วยการเพาะเมล็ดในถุง แล้วติดตายางพันธุ์ดีให้ปลูกยาวพาราไร่ละ 68 ตัน และระหว่างแถวยาวต้องบังคับให้ปลูกไม้เนื้อ แข็งรากลึก เช่น สัก มะค่า ประดู่ หรือชิงชัง ไร่ละ 25 ต้น ตามแนวครอนทรัวให้ปลูกหญ้างแฝกตามแนวคันดิน
โดยระหว่าง 1-3 ปีให้ปลูกพืชแซมยาง เช่น ถั่ว ข้าวโพด กล้วย สับปะรด หลังจากนั้นให้ปลูกสมุนไพรร่วมกับยาง ส่วนด้านเชิงเขาจัดพื้นที่ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอาศัยให้คนอยู่กับ ป่าเศรษฐกิจตามพระราชเสาวนีย์ของพระบรมราชินีนาถก็จะทำให้ให้ไม่เกิดไฟป่าอีกด้วย
นายอุทัย กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวได้มอบหมายให้โรงเรียนพร้าววิทยาคม ต.แม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ว่างเปล่าประมาณ 5 ไร่ เป็นศูนย์กลางจัดการเรียนรู้การสอน ฝึก อบรมศิษย์พระดาบาส ตามแนวพอเพียง ทั้งหลักสูตรการปลูกแปลงกิ่งตายาง อบรมการติดตายาง อบรมการเพาะเมล็ดยาวในถุง อบรมทำดอกไม้ใบยาง อบรมทำผลิตภัณฑ์ยาง ฯลฯ ซึ่งในอนาคต อ.พร้าว จะกลายเป็นศูนย์กลางผลิตยางชำถุง ไม่ต้องจัดซื้อมาในราคาแพงอีกด้วย
|
| วันเวลาที่ประกาศ | 8/17/2012 4:19:39 PM |