หนังสือพลังงานชีวมวล

สรรหามาฝาก โดยละเอียด

| หน้าแรก Home | กลับไปหน้าหลัก สรรหามาฝาก |

  ราคายางพาราพุ่งในรอบ111ปีเกษตรกรซึม-พ่อค้าเฮ-นายทุนฮา
          วันที่ 9 เมษายน 2553 วงการยางพาราไทยได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตรอีกครั้งว่า ราคายางพาราไทยถีบตัวสูงที่สุด ซึ่งมีการซื้อขายด้วยวิธีการประมูล ณ ตลาดกลางยางพาราหาดใหญ่ จ.สงขลา ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่ 112.88 บาทต่อกิโลกรัม


และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่ 117.73 บาทต่อกิโลกรัม นับเป็นราคาสูงที่สุดเท่าที่ประเทศไทยมีการทำสวนยางมานานถึง 111 ปี สาเหตุหลักมาจากปัจจัยสำคัญคือ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ฤดูกาลยางพาราผลัดใบ เกษตรกรไม่สามารถที่จะกรีดได้ ส่งผลให้ยางพาราขาดตลาด ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัว ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศคู่ค้าอย่างจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา กำลังโตตาม จึงมีความต้องการยางพาราสูง ส่งผลให้ราคายางพาราต้องพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์

กระนั้นแม้ราคายางพาราที่ปรับสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ใช้ว่าเกษตรกรจะได้รับอานิสงส์จากเหตุการณ์นี้ หากแต่ผู้ที่ได้ประโยชน์เต็มๆ กลับเป็นพ่อค้าคนกลาง นายทุนผู้ส่งออก เนื่องจากยางพาราตกอยู่ในกำมือของพ่อค้า และผู้ส่งออกหมดแล้ว เกษตรกรไม่มีสายพานที่จะเก็บสต็อกยางพาราได้นาน เพราะปัญหามาจากปากท้องที่ท้องใช้เงินในลักษณะวันต่อวันและเดือนต่อเดือนเท่านั้น

นายบุญส่ง นับทอง เลขาธิการสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ "คม ชัด ลึก" ถึงกรณีที่ราคายางพาราแผ่นดิบชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 112.88 บาท และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อยู่ที่กิโลกรัมละ 117.73 บาท เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2553 ว่า นับเป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 111 ปี นับตั้งแต่เริ่มมีการปลูกยางในประเทศไทย ซึ่งเกษตรกรเองก็รับรู้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี เพราะว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 ราคายางจะมีการปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 จะสูงขึ้นอีก เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นช่วงต้นยางพาราผลัดใบ เกษตรกรไม่สามารถที่จะกรีดได้ และอีกส่วนหนึ่งมีสัญญาณจากความต้องการของประเทศผู้ใช้ยางรายใหญ่ โดยเฉพาะจีน ที่มีความต้องการสูงมากที่สุด รองลงมาเป็นญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เพราะมีปัจจัยจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั่นเอง

"ราคายางพาราสูงสุดในประวัติการณ์นั้น สังคมอาจเข้าใจว่าเกษตรกรชาวสวนยางได้ประโยชน์และมีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล แต่ความเป็นจริง เกษตรกรไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายนนั้น เป็นช่วงที่ยางผลัดใบ เกษตรกรไม่สามารถกรีดยางได้ นอกจากนี้โครงสร้างเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทยกว่า 80% เป็นเกษตรกรรายย่อย ไม่อยู่ในสถานะที่จะสต็อกยางเพื่อรอขายในช่วงที่ราคายางปรับตัวได้นานถึง 5-6 เดือน จึงต้องขายในราคาปกติยู่ที่ 80-90 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น" นายบุญส่ง กล่าว

ด้าน นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยธรรมชาติของยางพารานั้นจะมีการผลัดใบในช่วงเดือนมกราคม สำหรับภาคตะวันออก ส่วนภาคใต้เริ่มผลัดใบประมาณปลายเดือนมกราคมเช่นกัน เมื่อยางผลัดใบ ถ้าฝนไม่ตกก็ไม่สามารถกรีดยางได้ เพราะดินแห้ง น้ำยางไม่ออก ตรงนี้สามารถประเมินในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อเกษตรกรไม่สามารถกรีดยางพาราได้ถึง 80% สิ่งตามมาผลผลิตขาดแคลนราคาจึงแพง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางธรรมชาติที่มีสภาพภูมิอากาศแปรปรวน เป็นผลให้ชาวสวนยางไม่สามารถกรีดได้เช่นกัน

"ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางมากที่สุดในโลก เมื่อยางจากประเทศไทยหายไปถึง 30% ขณะที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาสูง ทำให้ยางสังเคราะห์ราคาแพงขึ้นตาม ส่งผลให้ยางธรรมชาติสูงตามด้วย ยิ่งช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจโลกเริมฟื้น อุตสาหกรรมยานยนต์โตตาม ความต้องการการใช้ยางของตลาดเพิ่มสูงมากขึ้น อย่างประเทศจีนต้องการใช้ยางพาราปีละ 1.2 ล้านตัน หากมองในแง่เศรษฐศาสตร์ เมื่ออุปสงค์คือความต้องการใช้ยางมากขึ้น ไม่สอดคล้องกับอุปทานที่ปริมาณยางพาราในตลาดน้อยลง ทำให้ยางพาราแพงเป็นประวัติการณ์" นายอุทัย กล่าว

ขณะที่ นายขุนศรี ทองย้อย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางที่สูงขึ้นถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ที่จะลืมตาอ้าปากได้บ้าง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาวะอากาศ และธรรมชาติที่แปรปรวน เกษตรกรควรมีการพัฒนาสวนยางพารา ด้วยการบำรุงใส่ปุ๋ยให้สวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการพัฒนาระบบน้ำในสวนยาง เพราะจะส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางได้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ที่ผ่านมากโดยทั่วไปเกษตรกรมักจะลงทุนในเรื่องระบบน้ำให้แก่สวนผลไม้เท่านั้น ดังนั้นหากยางพารามีราคาดี เกษตรกรน่าจะหันมาลงทุนในเรื่องนี้ ซึ่งจะคุ้มค่ากับการลงทุนอย่างแน่นอน

ดังนั้นพอสรุปได้ว่า ในช่วงยางพาราราคาสูงในช่วงที่ผ่านมา ยางไม่ได้อยู่ในมือเกษตรกร แต่อยู่ในมือพ่อค้าคนกลาง ผู้ส่งออกรายใหญ่ ที่มีความสามารถในการสต็อกยางได้นาน 6 เดือน ตรงนี้พอจะเห็นชัดว่า พ่อค้าคนกลางหรือผู้ส่งออกได้ซื้อยางพาราจากเกษตรกรช่วงราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท เมื่อปลายปี 2552 และนำมาขายเดือนเมษายน 2553 ในราคาถึงกิโลกรัมละกว่า 110 บาท จะมีส่วนต่างถึงกิโลกรัมละ 30 บาท ที่แท้พ่อค้านายทุนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

อย่าขายยางให้บริษัทที่จับเสือมือเปล่า

นายเพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทที่รับซื้อยางที่มีพฤติกรรมที่ซื้อยางแต่เบี้ยวไม่ยอมจ่ายเงินตามสัญญา ซึ่งบริษัทเหล่านี้ทราบว่าเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่ ไปจัดตั้งบริษัทลูกหรือบริษัทในเครือข่ายแล้วออกตระเวนกว้านรับซื้อยางจากเกษตรกรและจากสหกรณ์ชาวสวนยาง ท้ายสุดเบี้ยวเฉไฉไม่ยอมจ่ายเงิน

"เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแล้วครับ มีสหกรณ์ยางพาราในภาคตะวันออกถูกหลอกไปแล้ว เป็นมูลค่าไม่ตำกว่า 70 ล้านบาท ส่งผลให้เกษตรกรและสหกรณ์ขาดสภาพคล่อง และขาดทุนหมุนเวียนในการบริหารจัดการสหกรณ์ ทั้งนี้ บริษัทเหล่านี้มีการสร้างภาพให้น่าเชื่อ แต่กลับไม่มีเงินไปรับซื้อผลผลิตจริง พอมีปัญหาบริษัทใหญ่กลับปัดความรับผิดชอบให้ไปเจรจากับบริษัทในเครือกันเอง ฉะนั้นเกษตรกรและสหกรณ์ชาวสวนยางอย่าขายยางให้บริษัทเหล่านี้" นายเพิก กล่าว

ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า ความเป็นจริงทุกคนทราบดีว่า ใครเป็นคนแนะนำให้บริษัทเหล่านี้เข้าไปรับซื้อและเป็นเครือข่ายของใคร แต่เวลาไปทวงถามตามสัญญากลับบ่ายเบี่ยงท้ายสุดกลับท้าทายให้ไปฟ้องร้องกันเอาเอง เท่ากับว่าปัจจุบันยางพารามีราคาดี แต่กลับมาถูกเอาเปรียบ อยากให้คนที่อยู่ในวงการคำนึงถึงคุณธรรม และมีธรรมาภิบาลในการค้าด้วย เพราะแม้แต่บริษัทมหาชนดำเนินการทำธุรกิจ แต่กลับอาศัยช่องว่างทางกฎหมายมาเบียดเบียนเกษตรกรที่มีความรู้น้อยกว่า

ทีมข่าวเกษตร


โดย   ดร.พรชัย เหลืองอาภาพงศ์     

บันทึกเมื่อ : 21/4/2010